หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการทำงานกับเชื้อเพลิงหรือการเข้าไปทำความสะอาดถังเก็บน้ำมัน (Tank Cleaning) ขอแค่มีหน้ากากกันกลิ่นสักอันก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วอันตรายในหน้างานจริงมีมากกว่าเรื่องกลิ่นครับ วันนี้ผมจึงอยากพาคุณไปทำความเข้าใจวิธีการเลือกอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) สำหรับงานเชื้อเพลิงและงานล้างถังอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทีมงานทุกคนครับ
ทำไมงานเกี่ยวกับเชื้อเพลิงและล้างถังถึงต้องการ PPE ที่มากกว่าปกติ
ผมมักจะเน้นย้ำเสมอว่า งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีและวัตถุไวไฟอย่างน้ำมันเชื้อเพลิง หรือน้ำมันเตา เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงหลายด้านครับ ไม่ใช่แค่เรื่องของการสูดดมไอระเหยเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากการสัมผัสทางผิวหนัง การกระเด็นเข้าตา และที่สำคัญคือความเสี่ยงในเรื่องของ “ไฟฟ้าสถิต” ที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟได้ในพื้นที่จำกัด
เมื่อเราทำงานในพื้นที่อับอากาศ (Confined Space) เช่น ในถังน้ำมัน ปริมาณออกซิเจนอาจจะไม่เพียงพอ หรือมีความเข้มข้นของก๊าซพิษสะสมอยู่ ดังนั้นการเลือก PPE จึงต้องพิจารณาครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการหายใจ การปกป้องผิวหนัง และการป้องกันการเกิดประกายไฟครับ
ชุดป้องกันร่างกาย (Body Protection) ด่านแรกที่มักถูกมองข้าม
บ่อยครั้งที่ผมเห็นผู้ปฏิบัติงานสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาหรือชุดหมีผ้าฝ้ายทั่วไปเข้าไปทำงานล้างถัง ซึ่งในมุมมองความปลอดภัยแล้วถือว่ายังไม่เพียงพอครับ สำหรับงานเชื้อเพลิง ผมแนะนำให้พิจารณาคุณสมบัติของชุดดังนี้ครับ
- ต้องป้องกันสารเคมีซึมผ่าน: น้ำมันและกากตะกอนก้นถังมีฤทธิ์กัดกร่อนหรือระคายเคืองได้ ชุด PPE ที่ดีควรเป็นวัสดุที่ป้องกันการซึมผ่านของของเหลว (Liquid Tight) เพื่อไม่ให้สารเคมีสัมผัสผิวหนังโดยตรง
- ต้องป้องกันไฟฟ้าสถิต (Anti-static): นี่คือจุดสำคัญมากครับ การเสียดสีของเสื้อผ้าปกติอาจเกิดไฟฟ้าสถิต ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดประกายไฟที่อันตรายมากในถังน้ำมัน ชุดที่ใช้ต้องระบุคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิตอย่างชัดเจน
การปกป้องระบบหายใจ (Respiratory Protection) ต้องเลือกให้ตรงชนิด
หน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 กันฝุ่น ไม่สามารถป้องกันไอระเหยของสารเคมีได้นะครับ ผมขอให้เลิกใช้ความคิดนี้ทันทีหากต้องทำงานกับน้ำมัน สำหรับงานนี้ ผมแบ่งการเลือกใช้อุปกรณ์ออกเป็น 2 ระดับตามความเสี่ยงครับ
1. หน้ากากกรองอากาศชนิดครึ่งหน้าหรือเต็มหน้า
หากทำงานภายนอกหรือในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเท และความเข้มข้นของไอระเหยไม่สูงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต (Non-IDLH) ผมแนะนำให้ใช้หน้ากากที่เปลี่ยนตลับกรองได้ โดยต้องเลือกตลับกรองสำหรับ “ไอระเหยสารอินทรีย์” (Organic Vapor) โดยเฉพาะครับ การใช้ผิดประเภทเท่ากับไม่มีการป้องกันเลยครับ
2. ชุดช่วยหายใจ (SCBA) หรือชุดส่งผ่านอากาศ (Air-line)
ในกรณีที่ต้องลงไปล้างภายในถังเก็บน้ำมันซึ่งเป็นที่อับอากาศ ผมแนะนำอย่างยิ่งว่าต้องใช้อุปกรณ์ที่ส่งอากาศดีเข้าไปหายใจครับ เพราะตลับกรองไม่สามารถผลิตออกซิเจนได้ หากในถังมีออกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐาน ผู้ปฏิบัติงานอาจหมดสติได้ทันที ดังนั้นชุด SCBA หรือ Air-line คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดครับ
ถุงมือและรองเท้าเซฟตี้ ต้องกันสารเคมีและกันลื่น
มือและเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับเชื้อเพลิงมากที่สุดครับ
- ถุงมือ: ไม่ใช่แค่ถุงมือผ้าเคลือบยางทั่วไปครับ แต่ควรเป็นถุงมือที่ทำจากวัสดุ Nitrile หรือ Neoprene ที่มีความหนาพอสมควรและยาวปิดข้อมือ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนและการซึมผ่านของน้ำมัน
- รองเท้า: พื้นหน้างานล้างถังมักจะลื่นมากจากคราบน้ำมัน รองเท้าเซฟตี้ที่ใช้ต้องมีพื้นกันลื่น (Anti-slip) กันน้ำมัน (Oil Resistant) และที่ขาดไม่ได้คือหัวเหล็กและพื้นเสริมแผ่นเหล็กเพื่อป้องกันการกระแทกหรือเหยียบเศษวัสดุครับ
เช็กลิสต์ง่ายๆ ก่อนสวมใส่ PPE เข้าทำงาน
ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ผมอยากให้คุณและทีมงานสละเวลาตรวจสอบอุปกรณ์ตามนี้ครับ เพื่อความมั่นใจว่าระบบป้องกันจะทำงานได้จริง
- สภาพภายนอก: ชุดไม่มีรอยฉีกขาด ซิปรูดได้สุด ตลับกรองยังไม่หมดอายุหรือฉีกซองทิ้งไว้นานเกินไป
- ความกระชับ (Fit Test): หน้ากากต้องแนบสนิทกับใบหน้า ไม่มีช่องว่างให้ไอระเหยเล็ดลอดเข้าไปได้
- ความพร้อมของร่างกาย: ผู้สวมใส่ต้องไม่มีปัญหาสุขภาพที่ขัดต่อการใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ เช่น โรคหอบหืดรุนแรง
ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องที่น่ารำคาญหรือเสียเวลาครับ แต่เป็นการลงทุนเพื่อปกป้องทรัพยากรที่สำคัญที่สุดนั่นคือ “ชีวิต” ของทีมงานครับ หากเราเลือก PPE ได้ถูกต้อง งานล้างถังและจัดการเชื้อเพลิงก็จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยครับ
เชื้อเพลิงทดแทนสำหรับโรงงานของคุณ ปรึกษาฟรี โทร 095-926-9984 | 02-922-2270 | st.smartenergy@gmail.com