การทำงานในพื้นที่จำกัดหรือที่อับอากาศนั้นมีความเสี่ยงสูงมากครับ หลายครั้งที่เราได้ยินข่าวอุบัติเหตุที่น่าเศร้า ซึ่งมักเกิดจากความประมาทเพียงเล็กน้อยหรือการมองข้ามขั้นตอนสำคัญอย่าง ใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ (Confined Space Work Permit) วันนี้ผมจึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่าทำไมเอกสารใบนี้ถึงเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตที่ไม่ควรพลาดครับ
ใบอนุญาตทำงานสำคัญอย่างไรกับงานที่อับอากาศ
ผมมักจะเปรียบเทียบเสมอว่า ใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่งที่ต้องเซ็นให้จบๆ ไปตามระเบียบ แต่เปรียบเสมือน “พันธะสัญญาความปลอดภัย” ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยครับ การออกใบอนุญาตทำงานหมายถึงการยืนยันว่าพื้นที่นั้นได้รับการตรวจสอบแล้วว่า “ปลอดภัย” เพียงพอที่จะให้มนุษย์เข้าไปทำงานได้
ในมุมมองของผม หน้าที่หลักของระบบ Work Permit คือการบังคับให้เราหยุดคิดและตรวจสอบครับ เพราะธรรมชาติของที่อับอากาศ เช่น ถังน้ำมัน บ่อบำบัดน้ำเสีย หรือท่อขนาดใหญ่ มักมีอันตรายที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซพิษ การขาดออกซิเจน หรือความเสี่ยงทางกายภาพ การมีกระบวนการขออนุญาตจะช่วยกรองความเสี่ยงเหล่านี้ออกไปก่อนที่ใครจะก้าวเท้าเข้าไปครับ
บทเรียนจากอุบัติเหตุ: เมื่อละเลยขั้นตอนอนุญาต
ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ในวงการอุตสาหกรรม ผมได้เห็นและรับรู้กรณีศึกษาเกี่ยวกับอุบัติเหตุในที่อับอากาศหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน คือการขาดการเตรียมพร้อมและการประเมินความเสี่ยงที่ถูกต้อง ผมขอยกตัวอย่างเคสที่พบบ่อยเพื่อเป็นอุทาหรณ์ครับ
กรณีศึกษาการขาดการตรวจวัดก๊าซ
มีกรณีหนึ่งที่พนักงานเข้าไปทำความสะอาดบ่อบำบัดโดยไม่มีการขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง และที่สำคัญคือ “ไม่มีการตรวจวัดก๊าซ” ก่อนเข้าพื้นที่ครับ ผู้ปฏิบัติงานอาจจะคิดว่าเคยลงไปทำแล้วไม่เป็นไร หรือมองด้วยตาเปล่าแล้วดูสะอาด แต่ความเป็นจริงคือในบ่อลึกมักมีก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) สะสมอยู่ที่ก้นบ่อ เมื่อลงไปสูดดมเพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็หมดสติทันที สิ่งที่น่าเศร้าคือ เพื่อนร่วมงานที่เห็นเหตุการณ์รีบลงไปช่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้ได้รับอันตรายไปด้วยกัน หากมีการทำ Work Permit อย่างเคร่งครัด ขั้นตอนการวัดค่าก๊าซจะต้องเกิดขึ้น และจะระงับการทำงานทันทีที่พบค่าก๊าซเกินมาตรฐานครับ
กรณีศึกษาความบกพร่องของอุปกรณ์และการสื่อสาร
อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานในถังเก็บสารเคมี แม้จะมีการระบายอากาศบ้างแล้ว แต่ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้สวมใส่ชุดช่วยหายใจที่เหมาะสม (SCBA) หรือสวมหน้ากากผิดประเภท เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบตามรายการในใบอนุญาต นอกจากนี้ยังขาด “ผู้ช่วยเหลือ” (Standby Man) ที่คอยเฝ้าระวังอยู่ปากทางเข้า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินภายในถัง จึงไม่มีใครทราบเรื่องทันท่วงที กว่าจะเข้าช่วยเหลือก็สายเกินไปครับ เคสนี้สอนให้เรารู้ว่าระบบอนุญาตทำงานต้องระบุชื่อผู้เฝ้าระวังและแผนฉุกเฉินให้ชัดเจนเสมอ
สิ่งที่ห้ามพลาดในการออกใบอนุญาตทำงาน
เพื่อให้การทำงานในที่อับอากาศปลอดภัยที่สุด ผมขอแนะนำเช็กลิสต์สำคัญที่ต้องมีและต้องตรวจสอบจริงในใบอนุญาตทำงานทุกครั้งครับ
- ผลการตรวจวัดบรรยากาศ: ต้องมีค่าออกซิเจนที่เพียงพอ (19.5 – 23.5%) ไม่มีก๊าซติดไฟ และไม่มีก๊าซพิษเกินค่ามาตรฐาน โดยต้องวัดก่อนเริ่มงานและวัดอย่างต่อเนื่องครับ
- ระบบระบายอากาศ: ต้องมีการติดตั้งพัดลมระบายอากาศที่เหมาะสมและเปิดใช้งานตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
- อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE): ต้องระบุชัดเจนว่างานนี้ต้องใช้อะไรบ้าง เช่น เข็มขัดนิรภัย สายช่วยชีวิต หน้ากากกันสารเคมี หรือชุดจ่ายอากาศ
- รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง: ต้องระบุตัวตนของผู้ปฏิบัติงาน ผู้เฝ้าระวัง และผู้อนุญาตให้ชัดเจน หากใครไม่อยู่ในรายชื่อ ห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาดครับ
- แผนการช่วยเหลือฉุกเฉิน: ต้องมีอุปกรณ์กู้ภัยเตรียมพร้อมหน้างาน และทุกคนต้องรู้วิธีการสื่อสารหากเกิดเหตุ
ผมเชื่อเสมอว่าความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของวินัยและการใส่ใจในรายละเอียดครับ การปฏิบัติตามระบบใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศอย่างเคร่งครัด คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของพนักงานทุกคนครับ
เชื้อเพลิงทดแทนสำหรับโรงงานของคุณ ปรึกษาฟรี โทร 095-926-9984 | 02-922-2270 | st.smartenergy@gmail.com